หลวงพ่อพระราชพรหมยาน#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#ทางดับทุกข์#มรรควิถีขอ...
MAHABODHI TEMPLE
#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ
#บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น
#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์
#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา
#ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต
#จักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ #และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ#ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
#เมื่อกาลล่วงไป #สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #เวลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ #จักประชุมกัน แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง #จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.
#พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ #พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.
#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง #เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า #สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ #ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน#จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.
#ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้.
#เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ #ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป.
#ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่#พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า #พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ
#มาถึงวันนี้พวกเราจะได้ยินคำว่าไม่มีเวลาบ่อย
#เวลาเราก็เท่าๆ กับคนโบราณ แต่ทำไมเรารู้สึกมันไม่พอ
#ทั้งๆที่เราพยายามทำทุกอย่างให้เร็วขึ้นๆ
#เวลากลับรู้สึกว่าสั้นลงเรื่อยๆ ไม่พอ
#มันไม่พอใจที่มันดิ้นรน ใจที่มันหิว ใจที่มันอยาก
#การที่ต้องเคลื่อนที่เร็วตลอดเวลา เหนื่อย
#บางทีเหนื่อยจนกระทั่งไม่มีเวลาหยุดคิดทบทวน
#ว่าเราวิ่งไปเพื่ออะไร วิ่งตามๆ กันไปเท่านั้นเอง
#ถ้าเรารู้จักคำว่าหยุดเสียบ้าง
#ชีวิตเราจะมีคุณค่ามากขึ้น
#เราจะรู้สึกชีวิตมีเวลามากขึ้น
#ยิ่งทำอะไรเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลายิ่งน้อยลง
#แต่ว่าเรารู้จักหยุด เราก็จะมีเวลาอยู่กับตัวเองได้เยอะขึ้น
#เวลาเราต้องทำมาหากินอยู่กับโลก
#ต้องแข่งขัน ต้องอะไรมากมาย ก็รู้จักเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ
#แบ่งเวลาแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลา
#หัดแบ่งเวลาไว้เป็นเวลาของการหยุดอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่วิ่งตามโลกไปเรื่อยๆ
#เพราะฉะนั้นเรารู้จักหยุด รู้จักรอ
#มันเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตอันหนึ่ง
#ในทางธรรมก็ใช้ได้
#รู้จักหยุดแล้วจิตมันจะมีกำลังมาเจริญปัญญา
#พิจารณาธาตุ พิจารณาขันธ์
#พิจารณากาย พิจารณาใจ จิตมันต้องมีกำลัง
#ในทางโลก หยุด เวลาที่สับสนวุ่นวาย
#ไม่ต้องคิดมากว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
#บางทีไม่ต้องทำอะไร
#ปัญหามันแก้ตัวของมันเองก็ได้ เพราะมันก็ไม่เที่ยง
#รู้จักเบรกบ้าง แล้วชีวิตจะมีความสุข
#ที่แย่งกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายว่างเปล่า
#นอนหายใจแขม่วๆ นึกถึงทุกอย่าง
#มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ
#เคยได้รับคำสรรเสริญก็ถูกเขาด่าอะไรอย่างนี้
แล้วอะไร #มีสุขอยู่ก็มีทุกข์ได้ โลกมันเป็นอย่างนั้น
#หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
#ฉะนั้นรู้จักพัก รู้จักเบรก
#แล้วชีวิตจะก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น