ความรู้เพื่อความสิันทุกข์#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพ...

#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลางเราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิเราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมาขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์ ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต จักมีอย่างไร คือครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว. แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า อันตรธานแต่งพระธาตุ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

คืนเพ็ญวิสาขะ #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป #ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาท#ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า #อโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์ #พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ#เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์#และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้#เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้ว#เธอก็จะบรรลุนิพพานได้#การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรค#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล#จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต #กามาวจรภูมิ #ไม่เป็นอย่างนั้น #จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่#เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากันนะ#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ #ถูกอริยมรรคแหวกออกไป#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ #นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า#นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง #พวกเรายังไม่เคยเห็น#เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง #ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง#พวกนี้พวกสัสตะทิฐิมีของที่เที่ยงคงที่#อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย#ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติ #พวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย #นี่พวกอุจเฉททิฐินะ #นิพพานมีนะ #นิพพานมีสภาวะรองรับ#สภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเอง#สงบจากอะไรสงบจากกิเลส#สงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่ง#สงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 2 วันที่ผ่านมา #มาถึงวันนี้พวกเราจะได้ยินคำว่าไม่มีเวลาบ่อย #เวลาเราก็เท่าๆกับคนโบราณ แต่ทำไมเรารู้สึกมันไม่พอ#ทั้งๆ ที่เราพยายามทำทุกอย่างให้เร็วขึ้นๆ #เวลากลับรู้สึกว่าสั้นลงเรื่อยๆ ไม่พอ #มันไม่พอใจที่มันดิ้นรน ใจที่มันหิว ใจที่มันอยาก #การที่ต้องเคลื่อนที่เร็วตลอดเวลา เหนื่อย #บางทีเหนื่อยจนกระทั่งไม่มีเวลาหยุดคิดทบทวน#ว่าเราวิ่งไปเพื่ออะไร วิ่งตามๆ กันไปเท่านั้นเอง #ถ้าเรารู้จักคำว่าหยุดเสียบ้าง #ชีวิตเราจะมีคุณค่ามากขึ้น #เราจะรู้สึกชีวิตมีเวลามากขึ้น #ยิ่งทำอะไรเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลายิ่งน้อยลง #แต่ว่าเรารู้จักหยุด เราก็จะมีเวลาอยู่กับตัวเองได้เยอะขึ้น #เวลาเราต้องทำมาหากินอยู่กับโลก #ต้องแข่งขัน ต้องอะไรมากมาย ก็รู้จักเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ #แบ่งเวลาแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลา #หัดแบ่งเวลาไว้เป็นเวลาของการหยุดอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่วิ่งตามโลกไปเรื่อยๆ #เพราะฉะนั้นเรารู้จักหยุด รู้จักรอ #มันเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตอันหนึ่ง #ในทางธรรมก็ใช้ได้ #รู้จักหยุดแล้วจิตมันจะมีกำลังมาเจริญปัญญา #พิจารณาธาตุ พิจารณาขันธ์ #พิจารณากาย พิจารณาใจ จิตมันต้องมีกำลัง #ในทางโลก หยุด เวลาที่สับสนวุ่นวาย #ไม่ต้องคิดมากว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร #บางทีไม่ต้องทำอะไร #ปัญหามันแก้ตัวของมันเองก็ได้ เพราะมันก็ไม่เที่ยง #รู้จักเบรกบ้าง แล้วชีวิตจะมีความสุข #ที่แย่งกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายว่างเปล่า #นอนหายใจแขม่วๆ นึกถึงทุกอย่าง #มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ #เคยได้รับคำสรรเสริญก็ถูกเขาด่าอะไรอย่างนี้ #แล้วอะไร มีสุขอยู่ก็มีทุกข์ได้ โลกมันเป็นอย่างนั้น #หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ #ฉะนั้นรู้จักพัก รู้จักเบรก #แล้วชีวิตจะก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 6 วันที่ผ่านมา #ค่อย ๆ ฝึก ไม่ยากหรอก #บางคนขึ้นรถทัวร์ เขาได้ดีมาแล้ว เคยมีมา #นั่งรถทัวร์นี่ล่ะ นั่งภาวนาไปเรื่อย ๆ #จิตมันเบิกบานยิ้มแย้มขึ้นมา ก็มี #บางคนนั่งฟังธรรม แล้วจิตเบิกบานขึ้นมา เข้าใจธรรมะขึ้นมา #บางคนแสดงธรรมอยู่ #แล้วจิตมันก็แจ่มแจ้งในธรรมะขึ้นมา #หลวงพ่อพุธท่านเคยเล่า #ท่านแจ้งพ้นทุกข์ขึ้นมาบนธรรมมาสน์ #เทศน์ๆ อยู่ จิตมันกำลังเทศน์ๆ #แล้วจิตมันพิจารณาธรรมะที่เทศน์อยู่ #พิจารณาธรรมะแล้วถ่ายทอดไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ #เวลาครูบาอาจารย์เทศน์ ไม่ใช่ท่องมา #แต่ธรรมะมันถ่ายทอดจากจิต ถ่ายทอด ๆ ไป #แล้วสติ สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ในขณะนั้น #จิตรวมลงในขณะนั้น ก็ล้างกิเลสในขณะนั้นเลย #แล้วท่านบอกว่าจิตมันถอนขึ้นมา #ใช้เวลาชั่วพริบตาเดียว จิตมันถอนกลับขึ้นมา #ท่านรีบนึกเลยว่าเมื่อกี้เทศน์ถึงอะไร แล้วก็เทศน์ต่อ #คนที่นั่งฟังไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น #มันใช้เวลาสั้นนิดเดียว ชั่ว 2 - 3 ขณะเท่านั้นเอง #แวบเดียวเท่านั้นเอง #เพราะฉะนั้นเราพยายามมีสติ รู้เนื้อรู้ตัว #ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ #เวลาไหนถ้าเรามีสติ มีสมาธิอยู่ #ก็อาจจะเกิดมรรคผลเวลานั้นได้ #ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดตอนไหน #ถ้าเราทำบ้างไม่ทำบ้างมันไม่ได้เรื่องหรอก #สมมติว่าบารมีเต็มมันก็ไม่ตัดหรอก #เพราะว่ามันหลงไปเสียก่อน อกุศลมันเกิดขึ้นแทนที่ไป #ฉะนั้นเราอย่าประมาท พยายามรู้สึกตัวไว้ตลอดเวลา #อ่านจิตอ่านใจตัวเองเรื่อย ๆ ไป #ไม่ได้หวังผลว่าจะดีเมื่อไร แต่มันมีโอกาสจะดี #แต่ถ้าจิตใจเราล่องลอย ไม่มีโอกาสได้ดีเลย" #หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ตอบกลับ การตอบกลับ 1 รายการ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 4 วันที่ผ่านมา #ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย #นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา #ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. #ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ

พระทีปังกรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 113 ชั่วโมงที่ผ่านมา #มาถึงวันนี้พวกเราจะได้ยินคำว่าไม่มีเวลาบ่อย #เวลาเราก็เท่าๆ กับคนโบราณ แต่ทำไมเรารู้สึกมันไม่พอ #ทั้งๆ ที่เราพยายามทำทุกอย่างให้เร็วขึ้นๆ #เวลากลับรู้สึกว่าสั้นลงเรื่อยๆ ไม่พอ #มันไม่พอใจที่มันดิ้นรน ใจที่มันหิว ใจที่มันอยาก #การที่ต้องเคลื่อนที่เร็วตลอดเวลา เหนื่อย #บางทีเหนื่อยจนกระทั่งไม่มีเวลาหยุดคิดทบทวน#ว่าเราวิ่งไปเพื่ออะไร วิ่งตามๆ กันไปเท่านั้นเอง #ถ้าเรารู้จักคำว่าหยุดเสียบ้าง #ชีวิตเราจะมีคุณค่ามากขึ้น #เราจะรู้สึกชีวิตมีเวลามากขึ้น #ยิ่งทำอะไรเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลายิ่งน้อยลง #แต่ว่าเรารู้จักหยุด เราก็จะมีเวลาอยู่กับตัวเองได้เยอะขึ้น #เวลาเราต้องทำมาหากินอยู่กับโลก #ต้องแข่งขัน ต้องอะไรมากมาย ก็รู้จักเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ #แบ่งเวลาแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลา #หัดแบ่งเวลาไว้เป็นเวลาของการหยุดอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่วิ่งตามโลกไปเรื่อยๆ #เพราะฉะนั้นเรารู้จักหยุด รู้จักรอ #มันเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตอันหนึ่ง #ในทางธรรมก็ใช้ได้ #รู้จักหยุดแล้วจิตมันจะมีกำลังมาเจริญปัญญา #พิจารณาธาตุ พิจารณาขันธ์ #พิจารณากาย พิจารณาใจ จิตมันต้องมีกำลัง #ในทางโลก หยุด เวลาที่สับสนวุ่นวาย #ไม่ต้องคิดมากว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร #บางทีไม่ต้องทำอะไร #ปัญหามันแก้ตัวของมันเองก็ได้ เพราะมันก็ไม่เที่ยง #รู้จักเบรกบ้าง แล้วชีวิตจะมีความสุข #ที่แย่งกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายว่างเปล่า #นอนหายใจแขม่วๆ นึกถึงทุกอย่าง #มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ #เคยได้รับคำสรรเสริญก็ถูกเขาด่าอะไรอย่างนี้ #แล้วอะไร มีสุขอยู่ก็มีทุกข์ได้ โลกมันเป็นอย่างนั้น #หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ #ฉะนั้นรู้จักพัก รู้จักเบรก #แล้วชีวิตจะก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม #ถ้ารู้ว่าเราหลงทางเราจะกลับบ้านถูก#ฟังมนต์พระปริตร#ฟังเพลงบรรลุมรรคผล#`จิตเกิดมรรคผล #ผู้ได้ข่าว ๒. #ผู้เห็นรูป ๓. #ผู้ได้ยินเสียง ๔. #ผู้ได้เห็นและได้ฟังเสียง ๕.# ผู้ลงมือปฏิบัติ #บุคคล ๕ ประเภทนี้ #เป็นผู้ที่สามารถบรรลุมรรคผลได้#เอกันตบรมสุข#เกิดมาเพื่อบรรลุมรรคผล#จิตบรรลุมรรคผล#เราไม่รีบเป็นพระอรหันต์#สวรรค์สมบัติ#นิพพานสมบัติ #การบรรลุมรรคผล#ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้#สติสัมโพชฌงค์#ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์#วิริยสัมโพชฌงค์#ปีติสัมโพชฌงค์#ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์#สมาธิสัมโพชฌงค์#อุเบกขาสัมโพชฌงค์##คาถาธรรมบทว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้า#ความรู้เพื่อความสินทุกข์#อารมณ์พระนิพพาน #วิมุตติความหลุดพ้น#จากเทวโลกมาเกิดเป็นมนุษย์#ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ#เกาะที่น้ำท่วมไม่ถึง#จิตอรหันต์#กระบวนการเกิดอริยมรรค#`จิตเกิดมรรคผล#การเกิดมรรคผล#ทางของพระพุทธเจ้า#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไป#อริยผลจะเกิดขึ้น”

วิมุตติความหลุดพ้น#มรรควิถีของมันทบุคคล#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ #กา...